คำอธิบายศัพท์ปุ๋ยและธาตุอาหารที่พบบ่อยบนฉลากผลิตภัณฑ์และตารางการให้ปุ๋ย แต่ละคำอธิบายว่าคืออะไรและพบเมื่อไร ไม่ได้บอกปริมาณการใช้

กรดฟัลวิค

fulvic acid

กรดอินทรีย์ขนาดเล็กที่ละลายน้ำได้ดี เกิดขึ้นระหว่างการย่อยสลายอินทรียวัตถุ ทำหน้าที่จับแร่ธาตุแล้วช่วยพาเข้าสู่เยื่อหุ้มเซลล์พืช มักใช้คู่กับกรดฮิวมิคซึ่งเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่กว่า ละลายน้ำได้น้อยกว่า และมีบทบาทต่างกันในวัสดุปลูก

กรดฮิวมิค

humic acid

โมเลกุลอินทรีย์ขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินเป็นเวลานาน ช่วยเพิ่มความสามารถของวัสดุปลูกในการอุ้มน้ำและธาตุอาหารในระดับกายภาพ และสามารถจับไอออนโลหะอิสระ ซึ่งเปลี่ยนความพร้อมใช้งานของธาตุนั้นต่อรากได้ ขึ้นกับชนิดแร่ธาตุที่เกี่ยวข้อง

การชะล้างธาตุอาหาร

leaching

การเคลื่อนที่ของธาตุอาหารที่ละลายอยู่ออกจากวัสดุปลูก เมื่อน้ำไหลผ่านแล้วพาเกลือที่ละลายลงและออกจากบริเวณราก เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติทุกครั้งที่รดน้ำในระดับหนึ่ง และทำโดยตั้งใจ (ดูการล้างราก) เมื่อต้องแก้ปัญหาเกลือสะสม

การล้างราก

flushing

การรดด้วยน้ำเปล่า ไม่ผสมปุ๋ย เพื่อชะล้างเกลือที่สะสมออกจากวัสดุปลูก ทำเมื่อค่าการนำไฟฟ้าของน้ำที่ไหลออกสูงเกินไป ซึ่งบ่งชี้ว่าปุ๋ยหรือเกลือสะสมเร็วกว่าที่รากใช้ไป หรือทำในช่วงท้ายก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อล้างธาตุอาหารตกค้างออกจากวัสดุปลูก

การสะสมเกลือในวัสดุปลูก

salt buildup / accumulation

การค่อยๆ เข้มข้นขึ้นของเกลือแร่ที่ตกค้างในวัสดุปลูก เมื่อน้ำระเหยหรือถูกรากดูดไปเร็วกว่าที่เกลือจะถูกกำจัดออก หากปล่อยไว้จะทำให้ค่าการนำไฟฟ้าของวัสดุปลูกสูงขึ้นเรื่อยๆ และอาจขัดขวางการดูดน้ำของรากผ่านกระบวนการออสโมซิส

การให้ปุ๋ยทางน้ำถี่

high-frequency fertigation

ตารางการให้ปุ๋ยที่แบ่งเป็นรอบเล็กๆ หลายครั้งต่อวัน แทนการให้ครั้งใหญ่หนึ่งหรือสองครั้ง มักใช้กับวัสดุปลูกไร้ดินที่เก็บความชื้นได้น้อย เช่น เส้นใยมะพร้าวหรือร็อคขูล การให้ทีละน้อยบ่อยครั้งช่วยให้ความชื้นและความเข้มข้นธาตุอาหารบริเวณรากคงที่กว่าระหว่างรอบรดน้ำ

การให้ปุ๋ยทางใบ

foliar feeding

การพ่นสารละลายธาตุอาหารเจือจางลงบนใบโดยตรงแทนการให้ทางราก ใบสามารถดูดซึมธาตุอาหารบางส่วนผ่านปากใบและผิวใบได้ ทำให้ตอบสนองเร็วกว่าการให้ทางรากเมื่อต้องแก้ปัญหาการขาดธาตุอาหารเฉียบพลัน แต่เป็นตัวเสริมการให้ปุ๋ยทางราก ไม่ใช่ตัวแทน

การให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ

fertigation

การผสมปุ๋ยลงในน้ำรดโดยตรง แทนที่จะให้ปุ๋ยกับน้ำแยกกัน ทุกครั้งที่รดน้ำจึงเป็นการให้ปุ๋ยไปพร้อมกันในความเข้มข้นที่ผู้ปลูกกำหนด เป็นวิธีมาตรฐานของระบบไฮโดรโปนิกส์และการปลูกด้วยเส้นใยมะพร้าว ที่ผสมปุ๋ยลงถังหรือฉีดเข้าท่อโดยตรง

จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์

beneficial microbes

แบคทีเรียและเชื้อราที่เติมลงในดินหรือวัสดุปลูก เพื่อเข้าไปอาศัยอยู่บริเวณรากพืช บางชนิดย่อยสลายอินทรียวัตถุให้อยู่ในรูปที่รากดูดซึมได้ บางชนิดอยู่ร่วมกับรากในลักษณะที่ช่วยขยายพื้นที่หาน้ำและธาตุอาหาร เนื่องจากเป็นสิ่งมีชีวิต จึงไวต่อคลอรีน ความเค็มสูง และค่า pH ที่สุดขั้ว

ซิลิกา / ซิลิคอน

silica / silicon

สารเสริมแร่ธาตุที่ให้ซิลิคอน ธาตุที่พืชดูดซึมและสะสมไว้ในผนังเซลล์ โดยเฉพาะที่ลำต้นและใบ ต้องผสมแยกจากปุ๋ยพื้นฐาน เพราะอาจทำปฏิกิริยาและตกตะกอนหากผสมรวมกับธาตุอาหารเข้มข้นตัวอื่นโดยตรง ลำดับการผสมจึงมีผล

ธาตุอาหารคีเลต

chelated nutrients

ธาตุอาหารรองที่จับกับโมเลกุลอินทรีย์ ทำให้อยู่ในรูปที่รากดูดซึมได้แม้ค่า pH หรือแร่ธาตุอื่นในสารละลายจะทำให้มันถูกล็อคตามปกติ โมเลกุลที่ห่อหุ้มไว้จะปกป้องไอออนโลหะจนกว่าจะถึงราก แล้วจึงปล่อยให้ดูดซึม

ธาตุอาหารถูกล็อค

nutrient lockout

ภาวะที่ธาตุอาหารมีอยู่จริงในวัสดุปลูกแต่รากดูดซึมไม่ได้ ส่วนใหญ่เกิดจากค่า pH ของสารละลายเลื่อนออกนอกช่วงที่ธาตุนั้นยังคงอยู่ในรูปที่พร้อมใช้งานทางเคมี มองเผินๆ จะดูเหมือนอาการขาดธาตุอาหารทั้งที่ให้ปุ๋ยสม่ำเสมอ เพราะปัญหาอยู่ที่ความพร้อมใช้งาน ไม่ใช่ปริมาณที่ให้

ธาตุอาหารรอง (Ca Mg S)

secondary nutrient

แคลเซียม แมกนีเซียม และกำมะถัน กลุ่มธาตุที่พืชต้องการน้อยกว่าธาตุอาหารหลักแต่มากกว่าธาตุอาหารรองกลุ่มไมโคร มักขาดในระบบปลูกไร้ดิน โดยเฉพาะเมื่อปุ๋ยพื้นฐานและน้ำที่ใช้ให้ปริมาณไม่พอ

ธาตุอาหารรอง (ไมโคร)

micronutrient

ธาตุอาหารที่พืชต้องการเพียงปริมาณน้อยหรือระดับร่องรอย เช่น เหล็ก แมงกานีส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิบดีนัม แม้ต้องการน้อยแต่หากขาดตัวใดตัวหนึ่งก็ยังทำให้การเจริญเติบโตชะงักได้ เพราะแต่ละตัวทำหน้าที่เฉพาะที่ธาตุอื่นแทนกันไม่ได้

ธาตุอาหารหลัก

macronutrient

กลุ่มธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมากที่สุด ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมเป็นหลัก บางครั้งรวมแคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถันไว้ในกลุ่มนี้ด้วย การแบ่งกลุ่มนี้ดูจากปริมาณที่พืชใช้ ไม่ได้แปลว่าธาตุอาหารรองสำคัญน้อยกว่า

น้ำหมักปุ๋ยหมัก (compost tea)

compost tea

ของเหลวที่ได้จากการแช่ปุ๋ยหมักในน้ำ มักเติมอากาศร่วมด้วย เพื่อสกัดธาตุอาหารที่ละลายน้ำได้และเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในปุ๋ยหมักนั้น ใช้รดดินหรือพ่นทางใบ ให้ทั้งธาตุอาหารและจุลินทรีย์มีชีวิต ไม่ใช่สัดส่วนเคมีที่ตายตัว

ปุ๋ยน้ำปลา

fish emulsion

ปุ๋ยอินทรีย์เหลวที่ทำจากผลพลอยได้ของปลา ให้ไนโตรเจนเป็นหลักพร้อมฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมปริมาณน้อยกว่า รวมถึงแร่ธาตุปริมาณน้อยอื่นๆ มีกลิ่นแรง จึงมักต้องเจือจางมากก่อนใช้ นิยมใช้ในการปลูกแบบอินทรีย์เป็นแหล่งไนโตรเจนช่วงเจริญเติบโตทางลำต้น

ปุ๋ยพื้นฐาน (base nutrients)

base nutrients

ปุ๋ยชุดหลักที่ให้สัดส่วน N-P-K ตามที่พืชต้องการในแต่ละช่วงการเจริญเติบโต ผสมลงในน้ำรดทุกครั้งที่ให้ปุ๋ย เป็นแกนหลักของตารางการให้ปุ๋ย ส่วนสารเสริมอื่น เช่น สารเร่งดอกหรือธาตุอาหารรอง จะเติมเพิ่มเข้าไป ไม่ใช่ใช้แทนปุ๋ยพื้นฐาน

ปุ๋ยละลายช้า

slow-release fertilizer

ปุ๋ยที่ออกแบบให้ธาตุอาหารค่อยๆ ปลดปล่อยออกมาในช่วงหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน แทนที่จะปลดปล่อยทันทีเมื่อใส่ลงดิน ผ่านสารเคลือบที่สลายตัวช้าหรือรูปแบบทางเคมีที่ต้องอาศัยจุลินทรีย์ย่อยสลาย ช่วยลดความถี่ในการให้ปุ๋ยซ้ำ แต่แลกกับการควบคุมความเข้มข้นที่แม่นยำน้อยลงในแต่ละช่วงเวลา

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือน

vermicompost

ปุ๋ยหมักที่ได้จากการเลี้ยงไส้เดือนด้วยเศษอินทรียวัตถุ ไส้เดือนย่อยแล้วขับถ่ายเป็นมูลที่อุดมด้วยธาตุอาหารและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ โดยทั่วไปมีองค์ประกอบสม่ำเสมอกว่าปุ๋ยหมักทั่วไป เพราะผ่านการย่อยจากไส้เดือนมาแล้ว

ปุ๋ยอินทรีย์

organic nutrients

ปุ๋ยที่มาจากวัสดุพืชหรือสัตว์ เช่น ปุ๋ยหมัก มูลสัตว์แปรรูป แทนที่จะเป็นเกลือแร่สังเคราะห์ ธาตุอาหารในปุ๋ยชนิดนี้มักอยู่ในโมเลกุลอินทรีย์ที่จุลินทรีย์ในดินต้องย่อยสลายก่อนรากจะดูดซึมได้ นี่คือเหตุผลที่การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ต้องพึ่งวัสดุปลูกที่มีชีวิตและมีกิจกรรมจุลินทรีย์อยู่

ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์

synthetic nutrients

ปุ๋ยที่ผลิตขึ้นเป็นเกลือแร่บริสุทธิ์ ไม่ได้มาจากวัสดุอินทรีย์ เนื่องจากธาตุอาหารอยู่ในรูปที่รากดูดซึมได้ทันที จึงออกฤทธิ์เร็วกว่าปุ๋ยอินทรีย์ และควบคุมสัดส่วน N-P-K ได้แม่นยำ นี่คือเหตุผลที่โปรแกรมให้ปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์ส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยกลุ่มนี้เป็นหลัก

ป่นกระดูก

bone meal

กระดูกสัตว์บดละเอียด เป็นแหล่งฟอสฟอรัสและแคลเซียมแบบปลดปล่อยช้า เนื่องจากต้องอาศัยจุลินทรีย์และปฏิกิริยาเคมีในวัสดุปลูกย่อยสลายก่อน ธาตุอาหารจึงพร้อมใช้งานภายในหลายสัปดาห์ ไม่ใช่ทันทีที่รดน้ำครั้งถัดไป ใช้กับดินเป็นหลัก ไม่เหมาะกับระบบไฮโดรโปนิกส์หรือเส้นใยมะพร้าวที่ย่อยสลายไม่ได้

มูลค้างคาว/นก (กัวโน)

guano

มูลค้างคาวหรือนกทะเลที่สะสมเป็นเวลานาน ถูกขุดและแปรรูปเป็นวัตถุดิบปุ๋ย สัดส่วน N-P-K แตกต่างกันมากตามแหล่งที่มา กัวโนค้างคาวมักมีไนโตรเจนสูง ส่วนกัวโนนกทะเลมักมีฟอสฟอรัสสูง แหล่งที่มาจึงเป็นตัวกำหนดว่าผลิตภัณฑ์นั้นให้ธาตุอาหารอะไรเป็นหลัก

มูลไส้เดือน

worm castings

มูลที่ไส้เดือนขับถ่ายออกมาหลังกินอินทรียวัตถุ มีธาตุอาหารในรูปที่ผ่านการย่อยมาบางส่วนแล้ว และมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ติดมาจากลำไส้ไส้เดือน มักผสมลงดินหรือนำไปหมักเป็นน้ำหมัก ไม่ได้ใช้รดตรงๆ แบบปุ๋ยน้ำ

ระบบ RO (ออสโมซิสย้อนกลับ)

reverse osmosis

กระบวนการกรองน้ำโดยดันน้ำผ่านเยื่อกรองที่ละเอียดมากจนกักแร่ธาตุและเกลือที่ละลายไว้ ได้น้ำที่มีแร่ธาตุต่ำมาก ผู้ปลูกใช้เพื่อเริ่มต้นให้ปุ๋ยจากจุดตั้งต้นที่รู้ค่าแน่นอน แทนที่จะต้องคำนวณตามแร่ธาตุที่ปนอยู่ในน้ำประปาซึ่งแตกต่างกันไปตามแหล่งน้ำ

สารกระตุ้นชีวภาพ (biostimulant)

biostimulant

ผลิตภัณฑ์ที่มีสารจากธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากสาหร่ายทะเล กรดอะมิโน สารฮิวมิค ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการทางสรีรวิทยาของพืชเอง มากกว่าจะให้ธาตุอาหารโดยตรง จึงต่างจากปุ๋ยตรงที่ปุ๋ยให้อาหารพืช ส่วนสารกระตุ้นชีวภาพทำงานกับการตอบสนองต่อความเครียด การพัฒนาราก หรือประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุอาหาร

สารละลายธาตุอาหาร

nutrient solution

ส่วนผสมของน้ำกับเกลือปุ๋ยที่ละลายอยู่ ซึ่งรากพืชดูดซึมโดยตรง ไม่ว่าจะอยู่ในถังไฮโดรโปนิกส์หรือซึมผ่านดิน/วัสดุปลูก ความเข้มข้นและค่า pH ของสารละลายนี้คือสิ่งที่ผู้ปลูกปรับทุกครั้งที่ผสมหรือวัดค่าปุ๋ย ดูสินค้าปุ๋ย.

สารเร่งดอก (bloom booster)

bloom booster

สารเสริมที่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูงเมื่อเทียบกับไนโตรเจน เติมควบคู่กับปุ๋ยพื้นฐานเมื่อพืชเข้าสู่ระยะออกดอก ไม่ได้ใช้แทนปุ๋ยพื้นฐาน แต่ปรับสัดส่วน N-P-K โดยรวมให้ใกล้เคียงกับที่พืชมักต้องการมากขึ้นในช่วงพัฒนาดอก

สารเสริมปุ๋ย

nutrient supplements / additives

ผลิตภัณฑ์ที่เติมเพิ่มจากปุ๋ยพื้นฐาน เพื่อให้สิ่งที่ปุ๋ยพื้นฐานยังขาด เช่น แคลเซียมเพิ่มเติม สารกระตุ้นชีวภาพ หรือแร่ธาตุเฉพาะอย่างซิลิกา ออกแบบมาให้เสริมสูตรหลัก ไม่ใช่ใช้แทน

สาหร่ายทะเลป่น

kelp meal

สาหร่ายทะเลตากแห้งแล้วบดเป็นผง ใช้เป็นสารปรับปรุงดินและแหล่งสารกระตุ้นชีวภาพ ให้แร่ธาตุปริมาณน้อยหลากหลายชนิดและสารกระตุ้นการเจริญเติบโตตามธรรมชาติ มากกว่าจะให้สัดส่วน N-P-K เข้มข้น มักผสมลงดินหรือหมักเป็นน้ำหมัก ไม่ได้ให้ทุกครั้งที่รดน้ำ

ออสโมซิส

osmosis

การเคลื่อนที่ของน้ำผ่านเยื่อหุ้ม เช่น ผนังเซลล์ราก จากฝั่งที่มีอนุภาคละลายน้อยไปยังฝั่งที่มีมากกว่า โดยเซลล์ไม่ต้องใช้พลังงาน เป็นกลไกพื้นฐานที่รากใช้ดูดน้ำ และเป็นเหตุผลที่สารละลายปุ๋ยเข้มข้นเกินไปอาจดึงน้ำออกจากรากแทนที่จะให้น้ำเข้าไป

เลือดป่น

blood meal

เลือดสัตว์ตากแห้งบดเป็นผง ใช้เป็นแหล่งไนโตรเจนอินทรีย์ ปลดปล่อยไนโตรเจนออกมาเมื่อจุลินทรีย์ในดินย่อยสลาย จึงไม่ให้ผลทันทีเหมือนปุ๋ยน้ำ นิยมใช้ในการปลูกแบบดินช่วงเจริญเติบโตทางลำต้น ซึ่งเป็นช่วงที่พืชต้องการไนโตรเจนมากที่สุด

แคลเซียม-แมกนีเซียม (cal-mag)

cal-mag (calcium-magnesium)

สารเสริมที่ให้แคลเซียมและแมกนีเซียม ธาตุอาหารรองสองตัวที่ปุ๋ยพื้นฐานบางสูตร โดยเฉพาะสูตรที่ใช้กับเส้นใยมะพร้าวหรือน้ำ RO มักให้ไม่พอ เพราะเส้นใยมะพร้าวจับแคลเซียมแมกนีเซียมไว้ตามธรรมชาติ ส่วนน้ำ RO ไม่มีแร่ธาตุเหล่านี้เลย ผู้ปลูกที่ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งจึงมักเติม cal-mag เพื่อป้องกันการขาด

โพแทช

potash

คำดั้งเดิมที่ใช้เรียกวัตถุดิบปุ๋ยที่มีโพแทสเซียม แต่เดิมหมายถึงโพแทสเซียมคาร์บอเนตที่ชะล้างจากขี้เถ้าไม้ ปัจจุบันหมายถึงเกลือโพแทสเซียมที่ขุดได้ เช่น โพแทสเซียมคลอไรด์หรือโพแทสเซียมซัลเฟต เป็นแหล่งที่มาของตัว K ในปุ๋ยสูตร NPK หลายชนิด

ใบไหม้จากปุ๋ย

nutrient burn

อาการปลายใบและขอบใบเปลี่ยนสี ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาล เกิดจากความเข้มข้นของธาตุอาหารในวัสดุปลูกสูงเกินกว่ารากจะรับไหว เป็นอาการที่เกิดจากความเข้มข้นโดยรวม ไม่ใช่ธาตุใดตัวหนึ่งเป็นพิษเฉพาะเจาะจง แก้ไขโดยลดความเข้มข้นปุ๋ยหรือล้างราก

ไนโตรเจน-ฟอสฟอรัส-โพแทสเซียม (NPK)

Nitrogen-Phosphorus-Potassium (NPK)

ตัวเลขสามตัวบนฉลากปุ๋ยตามลำดับ แสดงเปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนักของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่มีอยู่ เช่น สูตร 5-10-10 มีไนโตรเจนต่ำกว่าแต่ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูงกว่าสูตร 10-10-10 สัดส่วนที่เลือกใช้เปลี่ยนไปตามช่วงการเจริญเติบโตของพืช